บทความในวันนี้ ขอนำมาจากเพจ “จับสายลับ” ดร.โสภณ พรโชคชัย ประธานศูนย์ข้อมูลวิจัยและประเมินค่าอสังหาริมทรัพย์ไทย บจก.เอเจนซี่ ฟอร์ เรียลเอสเตท แอฟแฟร์ส ในฐานะผู้เขียนคอลัมน์นี้เห็นว่าเป็นข้อคิดที่น่าสนใจจึงขอเผยแพร่ ณ ที่นี้
มีประเทศไหนบ้างที่ค้าขายกับจีนในปริมาณมหาศาลพอกัน แต่กลับไม่เสียเอกราชทางเศรษฐกิจ
วันนี้เราจะพาไปรู้จักห้าประเทศที่ทำได้ พร้อมถอดสูตรว่าทำไมพวกเขาถึงยืนอยู่ตรงกลางระหว่างการค้าขายกับจีนกับการปกป้องอุตสาหกรรมของตัวเองได้อย่างมั่นคง
จุดร่วมของทั้งห้าประเทศแบ่งเป็นสองส่วน ส่วนแรกคือการมีเทคโนโลยีขั้นสูงหรือทรัพยากรที่จีนขาดไม่ได้ และส่วนที่สองคือการมีกฎหมายคัดกรองทุนต่างชาติและมาตรการทางการค้าที่เข้มงวดพอจะไม่ให้ทุนจีนไหลเข้ามากลืนกินตลาดภายใน สองส่วนนี้ต้องมาคู่กันเสมอ ขาดอย่างใดอย่างหนึ่งไปก็อาจเดินตามรอยประเทศที่เราเคยพูดถึงในตอนก่อน
1. เกาหลีใต้
ประเทศที่ครองตำแหน่งผู้นำด้านเมโมรีชิป หรือหน่วยความจำสำหรับอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์อย่าง DRAM และ NAND Flash ผ่านบริษัทยักษ์ใหญ่อย่าง Samsung และ SK Hynix โรงงานประกอบสมาร์ตโฟนและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์เกือบทั้งหมดในจีนต้องพึ่งพาชิปคุณภาพสูงจากเกาหลีใต้
เพราะจีนยังผลิตทดแทนในสเกลและคุณภาพเดียวกันไม่ได้ นั่นทำให้เกาหลีใต้ได้ดุลการค้ากับจีนมาอย่างยาวนาน แต่สิ่งที่ทำให้เกาหลีใต้ไม่ตกอยู่ในภาวะพึ่งพาฝ่ายเดียวคือการบังคับใช้กฎหมายทรัพย์สินทางปัญญาอย่างจริงจังเพื่อป้องกันการถ่ายโอนเทคโนโลยี ควบคู่กับนโยบายที่เรียกว่า New Southern Policy ซึ่งกระจายฐานการค้าและการลงทุนออกไปยังอาเซียนและอินเดีย ลดการพึ่งพาตลาดจีนเพียงตลาดเดียว
2.ออสเตรเลีย
ประเทศที่ไม่มีเทคโนโลยีขั้นสูงแบบเกาหลีใต้ แต่มีสิ่งที่จีนขาดไม่ได้เช่นกันคือแร่เหล็กคุณภาพสูง ถ่านหิน ลิเธียม และก๊าซธรรมชาติ ภาคอุตสาหกรรมก่อสร้างและอสังหาริมทรัพย์ของจีนต้องพึ่งพาแร่เหล็กจากออสเตรเลียเป็นหัวใจสำคัญ
ครั้งหนึ่งที่ความสัมพันธ์ทางการเมืองระหว่างสองประเทศตึงเครียดจนจีนพยายามคว่ำบาตรสินค้าออสเตรเลียอย่างไวน์และเนื้อวัว สิ่งที่จีนแตะไม่ได้เลยคือแร่เหล็ก เพราะไม่มีแหล่งนำเข้าอื่นที่มีทั้งปริมาณและคุณภาพมาทดแทนได้ทันที
นี่คือตัวอย่างของอำนาจต่อรองที่มาจากทรัพยากรธรรมชาติ ไม่ใช่เทคโนโลยี แล้วในด้านการป้องกัน ออสเตรเลียมีคณะกรรมการตรวจสอบการลงทุนจากต่างชาติที่เรียกว่า FIRB ซึ่งเข้มงวดมากในการบล็อกไม่ให้ทุนจีนเข้าซื้อโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ เหมืองแร่ หรือที่ดินการเกษตรขนาดใหญ่
3.ญี่ปุ่น
ประเทศที่ครองเทคโนโลยีเครื่องจักรกลขั้นสูง หุ่นยนต์อุตสาหกรรมจากแบรนด์อย่าง Fanuc และ Yaskawa วัสดุศาสตร์ และชิ้นส่วนยานยนต์ที่ต้องการความแม่นยำสูง แม้จีนจะพยายามเร่งพัฒนาอุตสาหกรรมขั้นสูงของตัวเองมาตลอด แต่โรงงานผลิตในจีนจำนวนมากยังคงต้องนำเข้าเครื่องจักรและหุ่นยนต์อุตสาหกรรมจากญี่ปุ่นเพื่อใช้ในสายการผลิต
คำถามคือญี่ปุ่นทำอย่างไรไม่ให้ตัวเองต้องพึ่งพาตลาดจีนมากเกินไปในทางกลับกัน คำตอบอยู่ที่นโยบายที่เรียกว่า Economic Security Policy ซึ่งรัฐบาลจัดงบประมาณสนับสนุนให้บริษัทญี่ปุ่นย้ายฐานการผลิตออกจากจีน กลับสู่ประเทศหรือย้ายไปอาเซียนแทน พร้อมกับคุมเข้มไม่ให้ทุนต่างชาติเข้าซื้อกิจการเทคโนโลยีในประเทศ
4.เยอรมนี
เจ้าแห่งเครื่องจักรกลหนัก อุปกรณ์วิศวกรรมระดับโลก เคมีภัณฑ์อุตสาหกรรม และยานยนต์ระดับพรีเมียม การที่จีนจะรักษาสถานะโรงงานของโลกไว้ได้ จีนจำเป็นต้องพึ่งพาเครื่องจักรกลและเทคโนโลยีวิศวกรรมของเยอรมนีในสายการผลิตสินค้าขนาดใหญ่ ขณะเดียวกันจีนก็เป็นตลาดลูกค้ารายใหญ่ของรถยนต์เยอรมันอย่าง Mercedes Benz และ BMW ความสัมพันธ์นี้จึงเป็นการพึ่งพาซึ่งกันและกัน ไม่ใช่จีนกินรวบฝ่ายเดียว
ส่วนเกราะป้องกันของเยอรมนีมาจากมาตรการคัดกรองการลงทุนจากต่างชาติที่สหภาพยุโรปและเยอรมนีใช้ร่วมกัน หากจีนพยายามเข้าซื้อบริษัทเทคโนโลยีระดับยุทธศาสตร์ รัฐบาลสามารถใช้อำนาจวีโต้ระงับการซื้อขายได้ทันที พร้อมบังคับใช้มาตรการภาษีตอบโต้การทุ่มตลาดของสินค้าจีนอย่างเป็นระบบ
5.สวิตเซอร์แลนด์
ตัวอย่างที่แปลกที่สุดในกลุ่มนี้ เพราะไม่ใช่ประเทศอุตสาหกรรมหนักเหมือนสี่ประเทศแรก แต่ส่งออกยารักษาโรคและเวชภัณฑ์ขั้นสูง เครื่องมือแพทย์ เครื่องจักรความแม่นยำสูง และสินค้าลักชัวรีอย่างนาฬิกา
สวิตเซอร์แลนด์เป็นประเทศพัฒนาแล้วประเทศแรกในยุโรปที่ทำข้อตกลงการค้าเสรีกับจีน สินค้าสวิสเป็นที่ต้องการของชนชั้นกลางและคนรวยในจีนอย่างมาก และเป็นสิ่งที่จีนผลิตเลียนแบบให้ได้ภาพลักษณ์หรือคุณภาพเทียบเท่าไม่ได้ เพราะเศรษฐกิจสวิสขับเคลื่อนด้วยสินค้ามูลค่าเพิ่มสูงมาก จึงไม่ต้องแข่งขันในตลาดสินค้าอุปโภคบริโภคราคาถูกที่จีนถนัดที่สุด ทั้งยังมีระบบกฎหมายการเงินและการคุ้มครองสิทธิบัตรที่แข็งแกร่งที่สุดแห่งหนึ่งของโลกรองรับอยู่
ถ้ามองในมุมภูมิภาคอาเซียนเอง ก็มีตัวอย่างที่น่าสนใจไม่แพ้กัน แม้จะไม่มีประเทศไหนผูกขาดเทคโนโลยีระดับโลกแบบชิปหรือเครื่องจักรกลหนัก แต่สิงคโปร์ เวียดนาม และมาเลเซีย ก็แสดงให้เห็นว่าการคุมจุดยุทธศาสตร์ในห่วงโซ่อุปทานก็เป็นอำนาจต่อรองได้เช่นกัน
สิงคโปร์วางตัวเป็นศูนย์กลางทางการเงินและกฎหมายที่บริษัทจีนต้องใช้เป็นสะพานเชื่อมสู่ตลาดโลก
เวียดนามใช้กลยุทธ์ China Plus One เปิดรับทุนจีนเข้ามาสร้างงานแต่ไม่ปล่อยให้ทุนจีนกินรวบตลาดค้าปลีกภายใน แล้วส่งออกสินค้าที่ประกอบจากชิ้นส่วนจีนไปขายอเมริกาและยุโรปผ่านข้อตกลงการค้าเสรีที่ทำไว้เกือบทั่วโลก
ส่วนมาเลเซียคุมจุดสำคัญในอุตสาหกรรมทดสอบและบรรจุภัณฑ์เซมิคอนดักเตอร์ รวมถึงเป็นผู้ส่งออกก๊าซธรรมชาติเหลวและน้ำมันปาล์มรายใหญ่ที่จีนต้องพึ่งพา
เมื่อรวมทั้งแปดประเทศเข้าด้วยกัน จะเห็นภาพชัดว่าสูตรความสำเร็จมีอยู่สี่มิติที่ทำงานร่วมกันเสมอ
มิติแรกคือเกราะป้องกันทางการค้าและกติกาที่เท่าเทียม ไม่ว่าจะเป็นการเก็บภาษีตอบโต้การทุ่มตลาด การอุดช่องโหว่ภาษีอีคอมเมิร์ซสำหรับสินค้านำเข้าราคาต่ำ หรือการยกระดับมาตรฐานสินค้าให้เข้มงวดพอจะกรองสินค้าคุณภาพต่ำออกไป
มิติที่สองคือการยกระดับผู้ประกอบการภายในให้แข่งขันด้านมูลค่าแทนที่จะแข่งด้านราคา พร้อมบังคับให้ทุนต่างชาติที่เข้ามาลงทุนต้องซื้อชิ้นส่วนหรือใช้บริการจากผู้ประกอบการท้องถิ่นในสัดส่วนที่กำหนด
มิติที่สามคือการคัดกรองการลงทุนและโครงการโครงสร้างพื้นฐานอย่างจริงจัง ประเมินความคุ้มค่าทางการเงินก่อนรับเงินกู้ก้อนใหญ่
มิติสุดท้ายคือการกระจายความเสี่ยงทางการค้า ไม่ผูกเศรษฐกิจไว้กับตลาดจีนตลาดเดียว
สำหรับประเทศไทย คำถามที่น่าคิดต่อคือ ในบรรดาแปดประเทศที่พูดถึงวันนี้ ประเทศไหนใกล้เคียงกับโจทย์ของไทยที่สุด คำตอบน่าจะเป็นเวียดนามและมาเลเซีย เพราะไทยอยู่ในตำแหน่งฐานการผลิตแบบ China Plus One เช่นเดียวกัน มีอุตสาหกรรมยานยนต์และอิเล็กทรอนิกส์ที่ทุนจีนกำลังเข้ามาลงทุนจำนวนมาก
โจทย์ของไทยจึงไม่ใช่ว่าจะรับหรือไม่รับทุนจีน แต่อยู่ที่ว่าจะวางกติกาให้ทุนจีนที่เข้ามาต้องจ้างงานจริง ต่อยอดห่วงโซ่อุปทานเดิมของ SMEs ไทยจริง เหมือนที่เวียดนามและมาเลเซียทำได้หรือไม่
ตราบใดที่ยังปล่อยให้ธุรกิจนอมินีจีนและขนส่งศูนย์เหรียญที่เราเคยพูดถึงในตอนก่อนหน้าดำเนินต่อไปโดยไม่มีการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง
ไทยก็ยังมีความเสี่ยงจะเดินตามรอยประเทศที่เศรษฐกิจถูกกลืนกิน มากกว่าจะเดินตามรอยห้าประเทศที่เราพูดถึงในวันนี้
ที่มา: เพจ “จับสายลับ” https://www.facebook.com/share/p/1DhqyFJaGW/
